ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวดา วันนี้ เป็นวันดี วันที่ 10 ตุลาคม 2552 การที่กล่าวว่าวันดี ไม่ใช่เป็น ฤกษ์ ยาม ที่ดี คือดี จากภายใจ นั่นคือจิตใจ เรา คิดดี ทำดี เจริญเมตตา จิตเราก็ดี การที่จิตดี ก็ ต้อง รักษาไว้ รู้ไว้ อย่านำไปปรุงไปแต่ง ทุกข์ ก็เช่นเดียวกัน ทุกข์ ก็ ขอให้มีสติกับทุกข์ อย่าไปจมกับทุกข์ ทุกข์ของคนนี่มีมากมายนัก โดยเฉพาะในปัจจุบัน มีทุกข์ ที่เรียกว่า หนี้สิน การเป็นหนี้ เป็นทุกข์ อย่างยิ่ง
การเป็นทุกข์ เพราะการยืมหนี้ เพราะการหยิบยืม หรือ ยืมรายได้ในอนาคตมาใช้ การเป็นหนี้ ก็เกิดขึ้นได้ เพราะประมาทในทรัพย์ ประมาทในการใช้จ่าย ประมาทในการวางแผน ทุกข์ ก็เกิด เกิดเพราะความประมาทของเรานี่เอง ถ้าจะมากล่าวถึงความประมาทนั้น ประกอบไปด้วย 3 ประการ
1. ประมาทด้วยวัย การประมาทในข้อนี้ คือ การหลงผิด ว่า ตนเองยังหนุ่ม ยังสาว อายุยังน้อย
ไม่ต้องรีบขวนขวายอะไร มัวหลงเพลิน ในกามคุณ รูป รส กลิ่น เสียง รส สัมผัส จนลืมขวนขวายที่จะพัฒนาตนเอง เร่งสร้างความดี ละชั่ว จนลืมไปว่าสังขารนั้น เสื่อมลงทุกขณะ ทุกเวลา ครั้งพอรู้สึกตัว ก็สายเสีย ความเสื่อมแห่งสังขาร ความเสื่อมแห่งทรัพย์ ก็ได้เข้ามาเยี่ยมเราในที่สุดจนได้ อย่าประมาทกันเน้อ
2. ประมาทในรูป การประมาทในข้อนี้ คือ หลงไหลใคร่ถนอมในรูปตน ว่า งดงาม สดใส เด้งตลอดเวลา ใครชมว่าสวยไม่ชรา ก็ อดยิ้ม อดมีความสุขไม่ได้ จนลืมหลักแห่งความจริง ที่ว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็น ธรรมดา ง่ายๆ ก็คือ สังขารมันไม่เที่ยง มีความ ชรา มาเยื่อนเสมอๆ อย่าประมาทกันเน้อ
3 ประมาทในทรัพย์ การประมาทในข้อนี้ คือ หลงในทรัพย์ นั่งกิน นอนกิน การนับหน้าถือตา ออกงานสังคมอย่างโก้หรู ก็เพราะในทรัพย์ หรือ ใช้ทรัพย์ ใช้บัตรเครดิต บัตรเงินกู้ หรือ เงินกู้ต่างๆ โดยขาดเหตุผล ขาดการพิจารณา คิดเพื่อเอาใจตนเอง ใช้ไปเถอะเดี่ยวก็หามาได้ เดี๋ยว วันนู้น วันนี้ก็ได้เงินมา พอผิดพลาดเข้ามา จึงนำพาความเดือดร้อน ความหายนะเพราะทรัพย์นี่ เข้ามาสู่ตน เป็นผลที่ทำให้เราต้องได้กู้หนี้ยืมสิน จนอีรุงตุงนัง พอกเข้า ไม่มีปัญญาจะใช้เจ้าหนี้เขา ทีนี้ผลของมันเป็นอย่างไร ผลของมันคือทุกข์ ทุกข์เพราะหนี้ ทีนี้ไม่แก้ทุกข์ ไม่หยุดดูทุกข์ที่เกิด ปล่อย ฟุ้งซ่าน จินตการไปไกล บางคนที่เป็นหนี้ ถึงขนาด พาลโกธร เคืองขุ่นที่หยิบยืมเงินทอง ญาติพี่น้อง เพื่อนๆฝูง ไม่ได้ ที่นี้หมดทางสู้ ก็วิ่งเข้าหาหมอดู หมอเดา หมอกรรม เีที่ยวถามหนี้สินเมื่อไรหลุด หนี้สินล้นเหลือเกิน มันเป็นกรรมอะไรหนักหนา หยิบยืมใครก็ไม่ได้ ไม่เห็นหนทางแล้ว ชาติที่แล้วไปทำอะไรกันมา คุณท่านทั้งหลายจนหยุดคิดเถอะที่จะวิ่งหาหมอดู หมอกรรม ที่จะคาดเดาว่าเมื่อไร หนี้สินจะหมด เพราะหมอดู หมอกรรม ไม่ใช่เจ้าหนี้ของท่าน
คุณท่านทั้งหลาย จงหยุด แล้ว กลับมาตั้งสติที่ใจตนเองเถอะ เดินหน้าเจรจากับเจ้าหนี้ รักษาสัจจวาจาที่ให้ไว้กับเจ้าหนี้ อย่าไปผิดนัด อย่าไปพูดเพ้อเจ้อในสิ่งที่เราทำไม่ได้ อย่าไปแก้ผ้าเอาหน้ารอด กับเจ้าหนี้ เมื่อเรารักษาสัจจวาจากับเจ้าหนี้ได้ดังนี้ หนี้สิ้นก็จะทุเลาเบาบางได้
ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ ก็จงถอยให้ลูกหนี้ได้หายใจได้บ้าง อย่าไปเร่งรัดหนี้สิ้นเขาจนลูกหนี้ของท่านจนตรอก หัดเอาความเมตตาขึ้นมาเจรจา หันหน้าเข้าหากัน ให้เขาได้หายใจบ้างเน้อ เมื่อทั้งเจ้าหนี้ และ ลูกหนี้ รักษาสัจจวาจา ซึ่งให้ไว้ต่อกัน ทั้งลูกหนี้ ทั้งเจ้าหนี้ ก็ไม่เป็นเวรเป็นกรรมแก่กัน
การเป็นหนี้ เป็นลูกหนี้ ผลก็คือทุกข์ ขอให้ใช้สติกับหนี้ อย่าไปจมทุกข์กับคำว่าหนี้ ปัญหาทุกอย่างเมื่อมีเกิดขึ้น และ ปัญหาทุกอย่างก็มี ดับไป เป็นธรรมดา และปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น ย่อมมีทางออกและก็เป็นเช่นนี้เสมอๆ ขอให้กล้าที่จะสู้ กล้าที่จะเป็นผู้นำ และหาทางออก ด้วยสติ ด้วยความเพียร ด้วย สัจจวาจา ของเราเอง เท่านั้น ไม่ใช่ หมอดู หมอกรรม เทพ เทวดา องค์พรหม องค์ อินทร์ ที่จะมาหาทางออกให้ท่าน
สุดท้ายนี้ อย่าไปประมาทตัว 3 ข้อที่ว่ามา จับจ่ายแต่พอเพียง รายจ่ายใดไม่จำเป็นก็ตัดมันนะ ละชั่วทำดีกันเน้อ และชีวิตจะมีความสุข เอาหล่ะ พอ แค่นี้
การเป็นหนี้ เป็นลูกหนี้ ผลก็คือทุกข์ ขอให้ใช้สติกับหนี้ อย่าไปจมทุกข์กับคำว่าหนี้ ปัญหาทุกอย่างเมื่อมีเกิดขึ้น และ ปัญหาทุกอย่างก็มี ดับไป เป็นธรรมดา และปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น ย่อมมีทางออกและก็เป็นเช่นนี้เสมอๆ ขอให้กล้าที่จะสู้ กล้าที่จะเป็นผู้นำ และหาทางออก ด้วยสติ ด้วยความเพียร ด้วย สัจจวาจา ของเราเอง เท่านั้น ไม่ใช่ หมอดู หมอกรรม เทพ เทวดา องค์พรหม องค์ อินทร์ ที่จะมาหาทางออกให้ท่าน
สุดท้ายนี้ อย่าไปประมาทตัว 3 ข้อที่ว่ามา จับจ่ายแต่พอเพียง รายจ่ายใดไม่จำเป็นก็ตัดมันนะ ละชั่วทำดีกันเน้อ และชีวิตจะมีความสุข เอาหล่ะ พอ แค่นี้